Archive for กันยายน, 2012

หน้ามน-หน้ามล เขียนอย่างไร

                                          หน้ามน-หน้ามล
                    คำในภาษาไทยที่มีรูปคล้ายคำบาลีสันสกฤตมีอยู่หลายคำด้วยกัน บางทีก็มีความหมายคล้าย ๆ กัน จนไม่แน่ใจว่าจะเป็นคำประเภทที่เรา “จับบวช” ให้เป็นแขกหรือเปล่า หรือบางทีอาจมีรูปหรือเสียงพ้องกันโดยบังเอิญ แต่ตามหลักปรัชญาแล้ว ท่านบอกว่า “ความบังเอิญ” อย่างนั้นไม่มีเพียงแต่เรายังไม่ทราบว่าสิ่งนั้น ๆ มันเกิดเนื่องมาจากสาเหตุใด เราก็เลยโยนไปให้แก่ “ความบังเอิญ” เท่ากับเป็นการปกปิด “อวิชชา” หรือ “ความโง่” ของเราไว้นั่นเอง

                 คำว่า “มน” นั้น ถ้าเป็นคำบาลี อ่านว่า “มะ-นะ” แปลว่า “ใจ” ในภาษาไทยเราก็มีเช่นกัน แต่เรามิได้ออกเสียงว่า “มะ-นะ” พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้เก็บไว้เป็น “มน ๒” และได้ให้ความหมายไว้ว่า “ว. กลม ๆ, โค้ง ๆ, ไม่เป็นเหลี่ยม.”เช่น โต๊ะตามปรกติจะมีมุมเป็นเหลี่ยม ๙๐ องศา แต่โต๊ะบางตัว เขาก็ทำมุมมีลักษณะโค้ง ไม่เป็นเหลี่ยม เราเรียกว่า “มุมมน” เช่นเราพูดว่า “ทำมุมให้มน ๆ หน่อยซี” หรือคน “หน้ามน” ก็คือรูปหน้าไม่เป็นเหลี่ยม แต่อาจมีผู้เห็นว่าถ้าเขียนเป็น “มน” ดูมันออกจะเชย ๆ ไป ก็เลยเปลี่ยนเป็น “มล” ก็มี และพวกลิเกหรือนักร้องบางคนก็มักออกเสียงคำในแม่กน เป็น ล สะกด เสมอ

               คำว่า “มล” เป็นคำบาลีและสันสกฤต พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ “น. ความมัวหมอง, ความสกปรก, ความไม่บริสุทธิ์; สนิม, เหงื่อไคล. ว. มัวหมอง, สกปรก, ไม่บริสุทธิ์.” เพราะฉะนั้น ถ้าเราเขียนเป็น “หน้ามล” ก็ต้องหมายความว่า “หน้าที่มัวหมอง, หน้าสกปรก, หน้าไม่บริสุทธิ์” หรือ “สนิมขึ้นหน้า, เหงื่อไคลที่หน้า” เป็นต้น ซึ่งนับว่าเป็นคนละความหมายกับคำว่า “หน้ามน” เลยทีเดียว

        ถ้าหากนำคำว่า “มน” และ “มล” ไปประกอบหน้าคำอื่น เช่น หน้าคำว่า “ฤดี” เป็น “มนฤดี” กับ “มลฤดี” ความหมายจะแตกต่างกันอย่างมากทีเดียวคำว่า “มนฤดี” ถ้าที่ “มน” ใช้ น สะกด ก็แปลว่า “ความยินดีแห่งใจ” เพราะคำว่า “ฤดี” ตรงกับคำบาลีและสันสกฤตว่า “รติ” แปลว่า “ความยินดี” ถ้าเขียนเป็น “มลฤดี” ที่ “มล” ใช้ ล สะกด ก็จะต้องแปลว่า “ความยินดีที่มัวหมอง, ความยินดีที่ไม่บริสุทธิ์ ซึ่งกลายเป็นคนละเรื่องคนละราวไปเลย

          การที่จะจับคำไทย “บวชเป็นแขก” นั้น ถ้าไม่เข้าใจภาษาบาลีและสันสกฤตแล้วจะทำให้คำที่ “จับบวช” นั้นมีความหมายคลาดเคลื่อนไปจากความหมายเดิมมาก และบางทีก็กลายเป็นคำที่มีความหมายไม่สู้ดีนักก็มีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย.

ผู้เขียน : ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต สำนักศิลปกรรม
ที่มา : ภาษาไทยไขขาน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แพร่พิทยา. ๒๕๒๘. หน้า ๓๘๘-๓๘๙.
http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=1204

ฃ ขวดกับ ฅ คนหายไปตั้งแต่เมื่อไร

                                                          ขวดกับ ฅ คนหายไปตั้งแต่เมื่อไร

                  รศ. ดร. คุณหญิงสุริยา รัตนกุล ผู้เขียนหนังสือ ฃ, ฅ หายไปไหน ? ได้ศึกษาความเป็นมาของพยัญชนะทั้งสองตัวนี้ และชี้

ให้เห็นว่า หากเริ่มนับตั้งแต่ที่พบ ฃ, ฅ ในศิลาจารึกสมัยสุโขทัยเป็นครั้งแรก จนถึงการประกาศเลิกใช้ ฃ, ฅ ในปทานุกรม พ.ศ. ๒๔๗๐ และพจนานุกรม พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็นเกณฑ์ พยัญชนะทั้งสองมีที่ใช้อยู่ในภาษาไทยนานถึง ๗๐๐ ปี หากแต่อัตราการใช้ และความแม่นยำที่ใช้แตกต่างกันไปตามยุคสมัย

                เดิม ฃ, ฅ เป็นพยัญชนะแทนเสียงซึ่งเคยใช้กันมาแต่เดิม(ซึ่งแตกต่างจากเสียง ข และ ค) แต่เสียงนี้ได้หายไปในระยะหลังเป็นเหตุให้พยัญชนะทั้งสองตัวหมดความสำคัญลงในภาษาไทย ปัจจุบันเมื่อครั้งที่มีการประดิษฐ์พิมพ์ดีดภาษาไทยขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๓๔ ผู้ประดิษฐ์ได้ตัดตัว ฃ, ฅ ทิ้งไป ด้วยเหตุว่าพื้นที่บนแป้นพิมพ์ดีดไม่เพียงพอ และยังให้เหตุผลว่าเป็นพยัญชนะที่ “ไม่ค่อยได้ใช้และสามารถทดแทนด้วยตัวพยัญชนะอื่นได้”นี่อาจเป็นครั้งแรกที่พยัญชนะ ฃ, ฅ ถูก “ตัดทิ้ง” อย่างเป็นทางการ ส่วนครั้งต่อ ๆ มาก็คือการประกาศงดใช้ ฃ, ฅ สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อครั้งปรับปรุงภาษาไทยให้เจริญก้าวหน้าในยุครัฐนิยม รวมถึงการประกาศเลิกใช้ในปทานุกรมและพจนานุกรมดังกล่าวแล้ว

                 มีข้อน่าสังเกตว่า แต่ก่อนพยัญชนะ ฅ ไม่ได้ใช้ในคำว่า คน เลย (ฅ ใช้ในคำ ฅอ ฅอเสื้อ เป็นอาทิ) ความสับสนในเรื่องนี้คงเกิดมาจาก ก ไก่ คำกลอน ผลงานของครูย้วน ทันนิเทศ (ในหนังสือแบบเรียนไว เล่ม ๑ ตอนต้น, พ.ศ. ๒๔๗๓) ที่แต่งว่า “ฅ ฅนโสภา” แล้วต่อมาหนังสือ ก ไก่ ฉบับประชาช่าง ก็แต่งว่า “ฅ ฅนขึงขัง” ซึ่งเป็น ก ไก่ คำกลอนฉบับที่คนรุ่นปัจจุบันคุ้นเคยที่สุด แล้วก็เลยพลอยเข้าใจว่า ฅ ใช้ในคำว่า คน

“ข้อมูลสนับสนุนจากหนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม / สำนักพิมพ์สารคดี”

ดาวฤกษ์เขมือบดาวเคราะห์บริวารของตัวเอง

                                               

                                             ดาวฤกษ์เขมือบดาวเคราะห์บริวารของตัวเอง

               นักดาราศาสตร์พบหลักฐานของเหตุการณ์สุดสยองเกิดขึ้นในระบบสุริยะต่างถิ่น เป็นเหตุการณ์ที่ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งถูกดาวฤกษ์แม่ของตัวเองกลืนกิน ราวกับจะเป็นการเตือนถึงชะตากรรมของโลกที่จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น “เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นในระบบสุริยะของเราในอนาคต โลก รวมถึงดาวเคราะห์ในทั้งหมด ก็จะถูกดวงอาทิตย์กลืนกินไม่เหลือในอีกประมาณห้าพันล้านปีข้างหน้า” อเล็กซ์ วอลซ์ซาน จากมหาวิทยาลัยเพนน์สเตตกล่าว หัวหน้าคณะสำรวจที่พบหลักฐานของการกลืนดาวเคราะห์ในครั้งนี้

            ดาวฤกษ์ดวงนี้ชื่อ ดาวบีดี+48 740 (BD+48 740) เป็นดาวยักษ์แดงที่มีอายุมากกว่าดวงอาทิตย์ มีรัศมีใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ 11 เท่า 
การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นจากการสำรวจค้นหาดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นโดยใช้กล้องโทรทรรศน์ฮอบบี-เอเบอร์ลี ผลการศึกษาทางสเปกตรัมพบว่าดาวบีดี+48 740 มีระดับลิเทียมสูงกว่าปกติมาก “ลิเทียมเป็นธาตุหายากที่ส่วนใหญ่เกิดจากบิกแบงเมื่อ 14,000 ล้านปีก่อน 
” มอนิกา เอดามอฟ จากมหาวิทยาลัยนิโคเลาส์โคเปอร์นิคัสในตูรุน โปแลนด์ อธิบาย “ในดาวฤกษ์ ลิเทียมถูกทำลายได้อย่างง่ายดาย นั่นเป็นเหตุที่ทำให้การพบลิเทียมในดาวฤกษ์ดวงนี้จึงเป็นเรื่องแปลกมาก ๆ” “ลิเทียมอาจไม่ได้เกิดจากบิกแบงเสมอไป นักวิทยาศาสตร์พบว่าลิเทียมอาจเกิดขึ้นได้ในดาวฤกษ์ แต่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่จำกัดมาก” วอลซ์ซานอธิบายเสริม ในกรณีของ บีดี+48 740 คาดว่าลิเทียมเกิดขึ้นจากสสารปริมาณระดับดาวเคราะห์ดวงหนึ่งตีวงเข้าใส่ดาวฤกษ์และถูกเผาจนร้อนขึ้นมาขณะที่ดาวฤกษ์เขมือบบริวารของตนเอง
หลักฐานอีกข้อหนึ่งคือการที่พบว่าดาวเคราะห์บริวารดวงหนึ่งของดาวบีดี+48 740 ที่เพิ่งค้นพบมีวงโคจรรีมาก ดาวเคราะห์ดวงนี้มีมวลไม่น้อยกว่า 1.6 เท่าของดาวพฤหัสบดี 
               “วงโคจรของดาวเคราะห์ที่รีมากเช่นนี้เกิดขึ้นได้ยากในระบบดาวเคราะห์ของดาวฤกษ์อายุมากเช่นนี้” อันเจ นีจซีลสกี จากมหาวิทยาลัยนิโคเลาส์โคเปอร์นิคัสอธิบาย “ความจริงดาวเคราะห์ของบีดี+48 740 เป็นดาวเคราะห์ที่มีวงโคจรรีที่สุดในจำนวนดาวเคราะห์ทั้งหมดที่เรารู้จักเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากอันตรกิริยาทางแรงโน้มถ่วงระหว่างดาวเคราะห์เกี่ยวข้องกับวงโคจรที่แปลกประหลาดเช่นนี้ นักดาราศาสตร์คณะนี้จึงคิดว่า ในระบบนี้มีดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งที่จมหายเข้าไปในดาวฤกษ์ จึงเป็นการเพิ่มพลังงานให้แก่ดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งจนเปลี่ยนวงโคจรของตัวเองให้มีลักษณะพิเศษเช่นนั้นได้
ที่มา:    A First: Star Caught in the Act of Devouring a Planet – universetoday.com

(ข้อมูลเอื้อเฟื้อโดย สมาคมดาราศาสตร์ไทย)

ที่มา : http://thaiastro.nectec.or.th/news/viewnews.php?newsid=138

ความพิเศษของคริสตัล 5 ประการ

                         

                  คริสตัลเป็นเครื่องประดับที่สาวๆ หลงไหลใฝ่ฝันกันนั้น มีลักษณะพิเศษ ที่สำคัญของคริสตัล 5 ประการ นั้นคือ

1.เก็บความจำ

คริสตัลเมื่อยู่ภายใต้แรงกดดันจะเกิดประกายไฟที่แตกต่าง  ประจุไฟฟ้าบวกและลบ  สามารถแทนด้วยเลขฐานสอง คือ 0 และ 1 ซึ่งเป็นทฤษฎีการคำนวณขั้นพื้นฐานของคอมพิวเตอร์  การเรียงตัวอย่างมีหลักเกณฑ์ของอนุภาคคริสตัล  จึงทำให้แผ่นคริสตัลเก็บสัญญาณและความจำได้ในปริมาณมหาศาล

2.ขยาย

ผลการสั่นสะเทือนที่ผ่านแผ่นคริสตัลบางเฉียบ  สามารถขยายสัญญาณไฟฟ้าที่อ่อนเบาและรักษาความถี่เดิมไว้ได้  เครื่องรับวิทยุและไมโครโฟนก็คือตัวอย่างการใช้ทฤษฎีดังกล่าว

3.แปลง

คริสตัลคือตัวกลางที่ดีที่สุกสำหรับการแปลงพลังงานในรูปแบบต่างๆได้แก่  เสียง แสง  ไฟฟ้า  ความร้อน  สนามแม่เหล็ก ฯลฯ  ตัวอย่างเช่น  แผ่นคริสตัลที่รวมความร้อน  สามารถแปลงพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้าได้

4.ถ่ายส่ง

คลื่นความถี่จากการสั่นสะเทือนของแผ่นคริสตัล  มีกฎเกณฑ์และความแม่นยำสูง  จึงมักใช้เป็นอุปกรณ์คำนสณเวลาในนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์ได้  และใช้ทำอุปกรณ์สื่อสารกลางสำหรับถ่ายส่งข้อมูลจำนวนมหาศาลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ดี

5.รวมแสง

แผ่นคริสตัลที่มีผิวกระจกเว้าหรือนูน  สามารถรวมแสงอาทิตย์เป็นจุดเดียวจนเกิดความร้อนสูง  ดังจะเห็นได้ว่าทฤษฎีของแสงเลเซอร์ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ใช้ลักษณะพิเศษของก้อนคริสตัลเพื่อกระตุ้นให้เกิดลำแสงพลังงานอันแรงกล้า  เพื่อนำไปใช้ในการผ่าตัดด้านจักษุวิทยาที่ต้องการความแม่นยำสูง

ขอขอบคุณ นิตยสาร BE Well

ความแตกต่างของตะเข้ กับตะโขง

               จากมีกรณีที่มีการรายงานข่าวว่ามีนักท่องเที่ยวที่เข้าไปเล่นน้ำตกที่เหวสุวัต  ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่แล้วพบจระเข้ขนาดใหญ่มาก  ซึ่งกำลังนอนผึ่งแดดอยู่  อีกทั้งยังมีการระบุว่าบริเวณดังกล่าวเคยเจอตะโขง  จึงเกิดข้อสงสัยว่าจระเข้  กับ  ตะโขง  เป็นจระเข้เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร  พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ.๒๕๔๒

c_siamensis

จระเข้  คือ  (จอระ-) น. ชื่อสัตย์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ในวงศ์  Crocodylidae  อาศัยบริเวณป่าริมน้ำ  หนังเป็นเกล็ดแข็ง  ปากยาวและปลายปากนูนสูงขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูกเรียกว่า  ก้อนขี้หมา  หางแบนยาวใช้โบกว่ายน้ำมักหากินในน้ำ  ในประเทศมี ๓ ชนิดคือ

๑.      จระเข้บึง  จระเข้น้ำจืด  หรือจระเข้สยาม  (Crocodylus siamensis)

๒.    จระเข้อ้ายเคี่ยว  หรือ  จระเข้น้ำเค็ม (C.porosus)

๓.     จระเข้ปากกนะทุ้งเหว  หรือ ตะโขง (Tomistoma  Schlegelii)  จระเข้นี้บางทีก็เรียกว่า  ตะเข้  หรืออ้ายเข้  อีสารเรียกแข้,ปักษ์เรียก เข้

ตะโขง  คือ  ชื่อจระเข้ชนิด  Tomistoma  schlegelii ในวงศ์  Crocodylidae  มีขนาดใหญ่มาก  ขนาดยาวได้ถึง ๔.๕ เมตร  ตัวสีน้ำตาลแดงมีลายสีน้ำตาลเข้ม  ปากเรียวยาวคล้ายปากปลาเข็ม  หากแบนใหญ่ใช้ว่ายน้ำอาศัยตามป่าชายเลนน้ำกร่อย  ในประเทศไทยพบเฉพาะทางภาคใต้เท่านั้น  จระเข้ปากกระทุงเหว  ก็เรียกแล้วแต่

t_schlegelii

แต่ไม่ว่าจระเข้ที่พบในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จะเป็นจะเข้น้ำจืดหรือตะโขงก็ตาม  นักท่องเที่ยวที่นิยมท่องเที่ยวธรรมชาติทุกท่านควรต้องระสักระวังและปฏิบัติตนตามคำเตือนบนป้ายประกาศที่มีทั้งภาษาไทยที่ว่า “โปรดระวังจระเข้” และภาษาอังกฤษที่ว่า “BEWARE  CROCODILE”  อย่างเคร่งครัด

 

ขอขอบคุณที่มา  http://www.krabork.com

Top 10 ผักผลไม้ปนเปื้อน

                                                   
                                                               
                                                                                    Top 10 ผักผลไม้ปนเปื้อน

              ข้อมูลจาก The Environmental Working Group (EWG) หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมในอเมริกา ที่ใช้เวลากว่าทศวรรษในการเก็บข้อมูลผักและผลไม้ยอดฮิตซึ่งมีอัตราการปนเปื้อนสารเคมีสูงสุด ได้ผลดังนี้

1. แอ๊ปเปิ้ล

2. บลูเบอร์รี่ 
3. เซเลอรี่ 
4. องุ่น 
5. เนกทารีน
6. พีช
7. สตรอว์เบอร์รี่ 
8. พริกหยวก
9. มันฝรั่ง
10. ผักโขม

          จะเห็นได้ว่าผักและผลไม้ทั้งสิบมีลักษณะเด่นคือ ถ้าไม่กินสดทั้งเปลือกก็มีเปลือกบาง จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ดูดซับสารเคมีได้มากจนติดท็อปเท็นนั่นเอง  ผักและผลไม้ทั้ง 10 ชนิด เป็นสิ่งที่พบได้ในมื้ออาหารแทบจะทุกวัน ต่างมีรสชาติอร่อยและคุณประโยชน์มากโข จะเลิกกินก็หาใช่ทางออกที่ถูกต้อง เมื่อรู้ดังนี้แล้ว สิ่งที่ควรระลึกเสมอคือ ควรล้างให้สะอาดก่อนกินเสมอ หรืออีกทางหนึ่งคือเลือกซื้อผักผลไม้ออร์แกนิกส์ จะช่วยลดความเสี่ยงสารพิษตกค้างได้เยอะและควรรับประทานผักผลไม้ของไทยหรือผักผลไม้ที่มีอยู่ตามท้องถิ่นเพื่อลดสารพิษและเพื่อความปลอดภัย

ที่มา : Health & Cuisine


สุดยอดอาหารบำรุงร่างกาย

อาหาร

สุดยอดอาหารบำรุงร่างกาย

           อาหารใช่แค่เพียงอร่อย  แต่ยังช่วยดุแลสุขภาพคุณได้มากกว่าที่คิด  และนี่คือสุดยอดอาหารสำหรับคุณ แพทย์ผุ้เชี่ยวชาญได้จัดอันดับอาหารที่มีประโยชน์ต่ออวัยวะต่างๆในร่างกายดังนี้

ดวงตา

-          สับประรด  มีเอ็นไซม์มากมายที่จะช่วยผ่อนคลายสายตาหลังจากนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน

-          โสแมริน  ช่วยทำความสะอาดและช่วยให้เลือดไหลเวียนดีที่ดวงตา

-          เก๋ากี้  มีกรดอะมีโน 18 ชนิด  และมีแร่ธาตุที่สำคัญ  เช่น  สังกะสี  เหล็ก  ทองแดง  แคลเซียม  เจอร์มาเนียม  ซีลีเนียม  และฟอสฟอรัส  นอกจานี้  ยังมีสารแอนตี้ออกซิเดนต์มากมายมีสรรพคุณในการช่วยบำรุงสายตากล่อมประสาทให้หลับสบาย  ช่วยลดอาการวิงเวียนศีรษะ  หน้ามือตาลายสายตาไม่ดี  โดยเฉพาะสายตาบอดในเวลากลางคืน

สมอง

-          ถั่ว Linsen  มีโปรตีน  คาร์โบไฮเดตรและเลซิติน  ให้พลังงานแก่เชลล์สมองถั่วลินเซ็นมีขายตามร้านขายยาอินเดียและเป็นอาหารที่ชาวเยอรมันและชาวสวิตเวอร์แลนด์นิยมมาทำซุปรับประทานกัน

-          สัตว์ปีก  ให้พลังงานแก่กานทำงานของสมอง

-          ข้าวโอ๊ต  ให้พลังงานสูงที่สุดสำหรับสมอง  นอกจากนี้  ยังมีกรดฟีนอลที่จะช่วยในเรื่องของความทรงจำที่ดีอีกด้วย

-          อะโวคาโด  มีวิตามินสูง  เมาะสำหรับคนที่มีความเครียด  นอนไม่หลับหรือจิตใจว้าวุ่น

-          กล้วย  มีฮอร์โมนสำหรับเส้นประสาทในสมอง  มีน้ำตาลกลูโคสวิตามิน  และ  เกลือแร่ในการให้พัลงงานแก่สมอง

-          แอพริคอต (Apricot)  มีแร่ธาตุจำเป็นหลากหลายชนิดที่เหมาะกับสอง

-          ลูกเกด  มีน้ำตาลที่ให้พลังงานสูง (75%)

-          ลูกแพร  ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีมีน้ำตาลและสารอาหารที่คล้ายคลึงกับฮอร์โมนซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้สมองทำงานอย่างกระปรี้กระเปร่า

-          ถั่วลันเตา  มีโปรตีนสูงที่ช่วยในเรื่องความจำและช่วยให้สมาธิดี

-          สลัดเขียว  มีสารที่คล้ายกับยาชนิดหนึ่งซึ่งจะช่วยให้ระบบประสาทมีความสงบ

ผมและผิว

-          หัวหอมใหญ่  มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่จะช่วยให้ฟัน  กระดูกและเล็บแข็งแรง

-          ยอดถั่ว  ช่วยความสะอาดร่างกายและช่วยให้รูขุมขนกระชับ

หัวใจ

-          ผักกาดขาว  มีโพแทสเชียมและธาตุเหล็กสูง  ซึ่งมีประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือด

-          บร็อกโคลี่  ช่วยป้องกันโรคผนังของหลอดเลือดแดงหนาตัวและโรคหัวใจ

-          แครอต  มีกรดโฟลิกและไปโอฟลาโวนอยด์ที่จะช่วยป้องกันโรคหัวใจ

-          ปลา  มีกรดไขมันโอเมก้า -3 ซึ่งจะช่วยป้องกันการอักเสบและการตกตะกอนของระบบหลอดเลือด

-          หัวหอมใหญ่  มีฟลาโวนอยด์  Quercetin และ Sulfite ที่จะช่วยลดความดันโลหิตและช่วยให้หัวใจและหลอดเลือดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

-          กระเทียม  ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี  มีสาร  Allocin  ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคอัมพฤกษ์  อัมพาต

-          หน่อไม้ฝรั่ง  มีสาร Electrolytes  ที่จะช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดี  ช่วยให้หัวใจและหลอดเลือดทำงานดี

-          นำมันมะกอก  ให้พลังงานล้วนๆ  ช่วยลดคอเลสเตอรอล  และช่วยยับยั้งการอักเสบ

-          ฟักทอง  มีสาร  Electrolytes  สูงจะช่วยป้องกันความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ

-          มันฝรั่ง  ช่วยป้องกันโรคหัวใจ  โรคอัมพฤกษ์  อัมพาต  ช่วยขจัดน้ำและช่วยส่งวิตามินซีให้แก้ระบบเลือด

-          พริกหวาน  มีสาร  Capsiaicin  และไบโอฟลาโวนอยด์  ซึ่งช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

-          มะเขือเทศ  ช่วยขจัดน้ำและช่วยความดันโลหิต

-          แอปเปิ้ล  มีสารไบโอและน้ำมันหอมละเหย  300 ชนิดที่จะช่วยป้องกันระบบหลอดเลือดทั้งหมด

-          ลูกแพร  มีวิตามินและแร่ธาตุจำเป็นสูงซึ่งจะช่วยให้ระบบเลือดลมคงที่

-          เห็ดหอม  ช่วยลดคอเลสเตอรอล

-          ข้าวโอ๊ต  ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดจึงมีประโยชน์สำหรับหัวใจและหลอดเลือด

-          ข้าวโพด  มีวิตามินดีและวิตามินเค  ซึ่งช่วยให้เลือดที่ข้นมีความสมดุล

-          ถั่วเหลือง  มีโปรตีน 40% ไขมัน 19%  ไม่มีคอเลสเตอรอลและกรดไขมันซึ่งสามารถช่วยให้อายุยืน

กระดูก

-          กะหล่ำเขียว  มีวิตามิน (วิตามินที่สำคัญสำหรับผู้หญิง)  ซึ่งช่วยในการป้องกันโรคกระดูกพรุน

ตับ

-          น้ำหัวไช้เท้า  ช่วยกระตุ้นน้ำดี

-          ยีสต์ในเบียร์  มีวิตามินบีที่สำคัญมีสาร Cholice  และ  Inosit  ที่ช่วยขจัดไขมันและช่วยขจัดพิษในตับ

-          นม  มีแคลเซียมและโปรตีนที่จะช่วยให้ตับแข็งต้านโรค

-          เนื้อวัวและเนื้อลูกวัว  มีวิตามินบีและเหล็ก  มีโปรตีนซึ่งมีความสำคัญสำหรับการสร้างเลือด

ไต

-          บีตรูต  ช่วยกระตุ้นในการหายใจ  ของเซลล์และช่วยฟื้นฟูฟิลเตอร์ของไตในการกรองของเสีย

-          แตงกวา  มีน้ำ  Electroiytes  สูงซึ่งช่วยซะล้างไต

-          หัวไช้เท้า  มีสาร Senfoele  ที่จะช่วยป้องกันการอักเสบ

-          ขึ้นฉ่าย  มีสาร  Psoralens  ที่จะช่วยป้องกันไตจาไวรัส

-          กะหล่ำปลีดอง  ช่วยขจัดพิษ

ลำไส้

-          มะม่วง  มีวิตามินเอ  Lycopene  และ  Flavone  ซึ่งจะช่วยปกป้องเยื่อลำไส้

-          ถั่วเหลือง  มีซีลีเนียมและกรดโฟลิกที่จะช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้

-          ผักตระกูลกะหล่ำ  ช่วยทำความสะอาดลำไส้และป้องกันมะเร็ง

        แม้ว่าอาหารดีมีประโยชน์ต่างๆ  ควรค่าแก้การรับประทาน  แค่ก้ควรรับประทานให้สมดุล  มีความหลากหลายไม่รับประทานชนิดเดียวซ้ำซากในปริมาณมากๆ  ควรเดินทางสายกลางจะดีกว่า  เพื่อสุขภาพที่มีดีจองคุณครับ

ขอขอบคุณ : นิตยาสาร Lisa

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.