ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘การอ่าน’

ประกวดอ่านออกเสียงร้อยแก้ว(หญิง)

ที่มา  http://www.youtube.com/watch?v=7JcA6Ffrd3s&feature=related

ประกวดอ่านออกเสียงร้อยแก้ว

ที่มา  http://www.youtube.com/watch?v=xY5kdLkVBUI&feature=related

ประกวดอ่านออกเสียงร้อยแก้ว(ชาย)

 

ที่มา  http://www.youtube.com/watch?v=AlwiSpXn1NY&feature=related

การแข่งขันการอ่านร้อยแก้ว(ชาย)

ที่มา  http://www.youtube.com/watch?v=Ql_4YsntH64

การอ่านร้อยกรอง

                                 การอ่านร้อยกรอง

              ในการอ่านในใจหรืออ่านออกเสียงปกติเหมือนกับอ่านร้อยแก้ว เพื่อให้ทราบความหมายนั้น ไม่ต้องการความไพเราะของเสียงเราสามารถอ่านตามวรรคตอนปกติเหมือนอ่านร้อยแก้ว ส่วนในการอ่านร้อยกรองในลักษณะของการอ่านทำนองเสนาะนั้น จะต้องอ่านออกเสียงให้ไพเราะเสนาะหู อ่านให้น่าฟัง มีการใช้ลีลา จังหวะ และน้ำเสียงที่แตกต่างกันออกไปตามชนิดและประเภทของบทร้อยกรอง ซึ่งการอ่านร้อยกรอง มีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้

ข้อควรปฏิบัติในการอ่าร้อยกรอง
1. นำบทร้อยกรองที่จะอ่านมาศึกษา เพื่อให้ทราบว่า เป็นบทร้อยกรองประเภทใด จะอ่านเป็นทำนองเสนาะอย่างไร

2. ศึกษาลักษณะบังคับของบทร้อยกรองนั้นๆ เพื่อให้ทราบจังหวะ สัมผัสบังคับ และลีลาของบทร้อยกรองที่อ่านให้เข้าใจ จากนั้นฝึกอ่านแบบธรรมดาก่อน แล้วจึงอ่านออกเสียงเป็นจังหวะตามสัมผัสคล้องจอง

3. ฝึกอ่านเป็นทำนองเสนาะโดยอาจฟังตัวอย่างการอ่านทำนองเสนาะจากเทป CD จากคุณครูหรือจากผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านทำนองเสนาะ แล้วฝึกออกเสียงตามหลายๆ ครั้ง จนคล่องและจำได้

4. เลือกใช้น้ำเสียง ในขณะอ่านทำนองเสนาะให้เหมาะสมสอดคล้องกับอารมณ์ และบรรยากาศของบทร้อยกรองที่อ่าน เช่น ใช้น้ำเสียงฮึกเหิม เมื่ออ่านบท ร้อยกรองที่มีเนื้อหาปลุกใจ เป็นต้น

5. รู้จักใช้ศิลปะการใช้น้ำเสียง ในการอ่านร้อยกรองแต่ละครั้งหลักสำคัญของศิลปะการใช้น้ำเสียงอยู่ที่การไม่ดัดเสียงหรือฝืนเสียงให้ผิดธรรมชาติ คงใช้เสียงตามธรรมชาติของผู้อ่านเองให้เหมาะสมกับความหมาย อารมณ์ ความรู้สึกของบทร้อยกรองที่อ่าน โดยพิจารณาดูเนื้อหาของบทร้อยกรองว่าเป็นไปทางใด เช่น เยาะเย้ย เสียดสี คาดคั้น ถากถาง ประชดประชัน ดุด่า ปลอบใจ โศกเศร้า ตื่นเต้น ดีใจ สูญเสีย อ้อนวอน ฯลฯ แล้วจึงเปล่งเสียงออกมาให้เหมาะสม เช่น ออกเสียงแบบกระแทกเสียง กระซิบ ลากเสียงยาว ใช้เสียงห้วนสั้น สะบัดเสียง เป็นต้น 

          เพียงเท่านี้ เพื่อนๆ ก็จะสามารถอ่านบทร้อยกรองต่างๆ ได้ไพเราะสมดังที่ตั้งใจแล้วล่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อนๆ ควรหมั่นฝึกอ่านบทร้อยกรองอยู่เสมอด้วยนะ เพื่อให้อ่านบทร้อยกรองได้ชำนาญยิ่งขึ้น

 

ที่มา: ฝ่ายวิชาการ อจท.

การอ่านร้อยแก้ว

                                 การอ่านร้อยแก้ว

               การอ่านออกเสียงร้อยแก้วให้ไพเราะน่าฟังนั้น ผู้อ่านจะต้องอ่านออกเสียงคำแต่ละคำได้ถูกต้องชัดเจน แบ่งวรรคตอนได้ถูกต้อง และมีอารมณ์สอดคล้องกับข้อความที่อ่าน การที่จะอ่านให้ได้ไพเราะน่าฟังนั้นต้องอาศัยการฝึกฝน และเรียนรู้หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ฝึกอ่านให้เคยชิน

          การอ่านออกเสียงเป็นการอ่านเพื่อการสื่อสาร เป็นการอ่านให้ผู้อื่นฟังเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวที่อ่าน ซึ่งอาจเป็นข้อความที่ผู้อ่านเขียนขึ้นเอง หรือข้อความที่ผู้อื่นเขียนขึ้นก็ได้ การอ่านจะต้องอ่านให้ชัดเจนออกเสียงถูกต้อง มีวรรคตอน โดยเฉพาะจะต้องเข้าใจเนื้อเรื่อง หรือข้อความที่อ่านอย่างดีจึงจะสามารถแบ่งวรรคตอนได้ถูกต้อง การอ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว จะอ่านออกเสียงแบบธรรมดา เพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจ

หลักการอ่านร้อยแก้ว มีดังนี้
1. อ่านให้น่าฟัง ผู้อ่านจะต้องลองซ้อมอ่านโดยอ่านในใจครั้งหนึ่งก่อน เพื่อให้รู้เรื่องราวที่อ่าน สามารถเข้าใจบทอ่านอย่างถูกต้องเพื่อจะได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องเข้าใจความหมายของคำถ้อยคำสำนวนที่อ่าน เข้าใจความคิดสำคัญของเรื่องที่อ่านจึงจะสามารถเว้นวรรคตอนการอ่านให้ถูกต้องตามเรื่องราว สามารถใช้น้ำเสียงได้ไพเราะน่าฟัง มีการเน้นถ้อยคำอย่างถูกต้องสัมพันธ์กับเนื้อเรื่อง และอ่านได้อย่างคล่องแคล่วราบรื่นไม่ตะกุกตะกัก

2. อ่านให้ถูกต้องตามอักขรวิธีหรืออ่านให้ถูกต้องตามความนิยม คำบางคำอ่านตามความนิยม ผู้อ่านจะต้องทราบหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการอ่านคำ ต้องหมั่นสังเกตการอ่านของผู้อื่น คำใดควรอ่านอย่างไรถ้าไม่แน่ใจควรใช้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานช่วยตัดสินการอ่าน

3. อ่านให้ชัดเจน ได้แก่ อ่านออกเสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์อย่างถูกต้อง เช่น การอ่านออกเสียง ร – ล หรือคำควบกล้ำชัดเจน การอ่านไม่ชัดเจนจะแสดงให้เห็นว่าผู้อ่านขาดความระมัดระวัง

4. อ่านมีจังหวะ แบ่งวรรคตอนถูกต้อง ภาษาไทยจะต้องเว้นวรรคตอนให้ถูกที่ ผู้อ่านต้องอ่านเรื่องนั้น ๆ ให้เข้าใจเสียก่อนเพื่อจะได้แบ่งวรรคตอนได้ถูกต้อง ฝึกการอ่าน ให้มีวรรคตอน ผู้อ่านอาจทำเครื่องหมาย / คั่นข้อความที่เว้นวรรค ถ้าผู้อ่านอ่านผิดวรรคตอน ย่อมทำให้ความหมายผิดไปด้วย เช่น
“ห้ามผู้หญิงนุ่งกางเกงในเวลาทำงาน” มีความหมายว่า — ในเวลาทำงานห้ามผู้หญิงนุ่งกางเกงมาทำงาน ถ้าเว้นวรรคตอนการอ่านผิดเป็นดังนี้ “ ห้ามผู้หญิงนุ่งกางเกงใน / เวลาทำงาน” ความหมายจะเปลี่ยนไป

5. อ่านให้คล่องแคล่ว ต้องอาศัยการฝึกฝนอยู่เสมอ เพื่อให้ไม่อ่านตะกุกตะกัก อ่านให้ต่อเนื่องกัน การอ่านให้คล่องแคล่วจะต้องรู้จักกวาดสายตาในการอ่าน ดังนี้
       1) การจับสายตาที่ตัวอักษร สายตาจะต้องเคลื่อนไปบนตัวอักษรบนบรรทัดจาก ซ้ายไปขวา โดยจับสายตาไปทีละจุด จุดละ 4-5 คำ เป็นระยะ ๆ ดังนี้
x…….x…….x…….x…….x…….x…….x…….x
        2) ช่วงสายตา หมายถึง จำนวนคำที่สายตากวาดไปบนตัวหนังสือทีละจุด ควร เป็น 4-5 คำ
        3) การอ่านย้อนกลับ บางคนอ่านแล้วต้องอ่านย้อนกลับเพื่อให้เกิดความเข้าใจ การอ่านย้อนกลับทำให้อ่านได้ช้า

การอ่านได้คล่องแคล่วต้องฝึกอ่านโดยจับสายตาบนตัวหนังสือเป็นช่วง ๆ ดังกล่าว และต้องอ่านอย่างมีสมาธิจึงจะอ่านได้รวดเร็วสนใจ และเข้าใจเรื่องราวที่อ่าน สามารถรับสารได้อย่างถูกต้องครบถ้วน

ที่มา: ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (E-Library) โรงเรียนมงคลวิทยา

การอ่านตีความ (การวินิจสาร,พินิจสาร,วินิจฉัยสาร)

                                                                      การอ่านตีความ (การวินิจสาร,พินิจสาร,วินิจฉัยสาร)

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการอ่านตีความ
ความหมายและความสำคัญของการอ่านตีความ

      การอ่านตีความ เป็นการอ่านเพื่อหาความหมายที่ซ่อนเร้น หรือหาความหมายที่แท้จริงของสาร โดยพิจารณาข้อความที่อ่านว่าผู้เขียนมีเจตนาให้ผู้อ่าน เกิดความคิดหรือความรู้อะไรนอกเหนือไปจากการรู้เรื่อง

ความสำคัญของการอ่านตีความ

ช่วยให้ผู้อ่าน เข้าใจเรื่องที่อ่านได้หลายด้านหลายมุม
ทำให้เห็นคุณค่า และได้รับประโยชน์จากสิ่งที่อ่าน
ช่วยฝึกการคิด ไตร่ตรองหาเหตุผล
ทำให้มี วิจารณญาณในการอ่าน
ประเภทของการอ่านตีความ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. การอ่านออกเสียงอย่างตีความ (การอ่านตีบท) เป็นการอ่านแบบทำเสียงให้สมบทบาท ใส่อารมณ์กับบทที่อ่านและความรู้สึกให้เหมาะสม
2. การอ่านตีความเป็นการอ่านที่ต้องศึกษาทำความเข้าใจงานเขียนทุกแง่ทุกมุม เพื่อตีความเป็นพื้นฐานของ
การอ่านออกเสียงอย่างตีความ

ความรู้เกี่ยวกับการอ่านตีความ

          เสียง (คำ) และความหมาย เสียงของคำที่แตกต่างกัน ย่อมสื่อความหมายที่แตกต่างกัน ผู้อ่านต้องวิเคราะห์ว่าเสียงของคำที่ผู้เขียนใช้นั้น สัมพันธ์กับความหมายอย่างไร
ภาพพจน์ ผู้อ่านต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องภาพพจน์ ซึ่งจะช่วยให้การอ่านตีความมีความกว้างขวางลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่น ภาพพจน์ อุปมา อุปลักษณ์ นามนัย อธิพจน์ บุคลาธิษฐาน เป็นต้น
สัญลักษณ์ สัญลักษณ์ในทางวรรณกรรม หมายถึง สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมักจะเป็นรูปธรรม ที่เป็นเครื่องแทนนามธรรม เช่น ดอกไม้แทนหญิงงาม พระเพลิงแทนความร้องแรง ฯลฯ แบ่งเป็นลัญลักษณ์ตามแบบแผน และสัญลักษณ์ส่วนตัว
พื้นหลังของ เหตุการณ์ คือ ความเป็นไปในสมัยที่งานเขียนเรื่องนั้นได้แต่งขึ้น รวมถึงลัทธิความเชื่อ สภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และความเป็นอยู่ของยุคสมัยนั้น ๆ
ความรู้อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอ่านตีความ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับประวัติผู้แต่ง ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา ปรัชญา ศาสนา
องค์ประกอบที่ทำ ให้การอ่านตีความแตกต่างกัน ได้แก่ ความสนใจ ประสบการณ์ จินตนาการ เจตคติ ระดับสติปัญญา ความรู้และวัย
เกณฑ์การพิจารณา การอ่านตีความ การตีความงานเขียน ความผิดถูกไม่ใช่เรื่องสำคัญ อยู่ที่มีความลึกซึ้งกว้างขวางและมีความสมเหตุสมผล
กลวิธีการอ่านตีความ (กระบวนการอ่านตีความ)

       การวิเคราะห์ เพื่อการตีความ หมายถึง การพิจารณารูปแบบเนื้อหา กลวิธีการแต่ง และการใช้ภาษาของงานเขียน
พิจารณาราย ละเอียดของงานเขียน จะต้องพิจารณารายละเอียดต่าง ๆ คือ
2.1 พิจารณาว่าส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง เรื่องใดเป็นข้อคิดเห็น ตลอดจนความรู้สึกและอารมณ์ของผู้เขียน
ซึ่งอาจแสดงออกโดยตรง หรือแสดงออกโดยผ่านพฤติกรรมของตัวละคร
2.2 วิเคราะห์และรวบรวมปฏิกิริยาของผู้อ่านที่มีต่องานเขียน เป็นการที่ผู้อ่านวิเคราะห์ตัวเอง
2.3 การพิจารณาความคิดแทรก หมายถึง การพิจารณาข้อความรู้ความคิดที่ผู้เขียนมีไว้ในใจ
แต่ไม่ได้เขียนไว้ในงานเขียนนั้นตรง ๆ

         การตีความงาน เขียน นำข้อมูลต่าง ๆ ประมวลเข้าด้วยกัน เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจแล้วตีความงานเขียน ว่าผู้เขียนส่งสารอะไรมาให้แก่ผู้อ่านการแสดงความคิด เสริม เป็นการที่ผู้อ่านแสดงความคิดของผู้อ่านเอง โดยที่กระบวนการอ่านตีความนั้นมีส่วนยั่วยุให้คิด เป็นความรู้ ความคิดเห็น ความรู้สึกหรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นใหม่

ที่มาจาก : http://gold.rajabhat.edu/learn/luis/w_louis/readhit.htm

พยัญชนะที่ไม่ออกเสียงในภาษาไทย

                   พยัญชนะที่ไม่ออกเสียงในภาษาไทย  ได้แก่

๑.  พยัญชนะที่มีเครื่องหมายทัณฑฆาต    (       )   กำกับ เช่นคำว่า  ฤกษ์  สุขสันต์

๒.   พยัญชนะ  หรือ  สระที่ตามหลังตัวสะกดเป็นบางคำ เช่น  จักร   (ไม่ออกเสียง  ร)    พักตร์  (ไม่ออกเสียงทั้ง  ต  และ  ร)   

  เหตุ  (ไม่ออกเสียง  ุ  )

๓.   ร หรือ ห  ที่นำพยัญชนะตัวสะกดในบางคำ เช่นคำว่า   นารถ   พราหมณ์   พระพรหม

๔.   ร  ในอักษรควบไม่แท้ เช่นคำว่า  ทราบ  ทราม   ทราย   ทรุดโทรม   อินทรีย์   จริง   ไซร้   เศร้า  สระน้ำ

อ้างอิง กำชัย ทองหล่อ. หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ : บำรุงสาส์น,  ๒๕๓๓.

เสียงพยัญชนะ

                      เสียงพยัญชนะ

       พยัญชนะ ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  แปลว่า  เสียงพูดที่เปล่งออกมาโดยใช้อวัยวะส่วนต่าง ๆ  ในปากและคอ

เสียงพยัญชนะในภาษาไทย

        เสียงพยัญชนะในภาษาไทย  มี ๒๑ เสียง (จากที่นักเรียนทราบกันแล้วว่า  พยัญชนะไทยมี  ๔๔ รูปเริ่มจาก  ก-ฮ)  ถึงตอนนี้เรามาจัดหมวดหมู่ของพยัญชนะตามลักษณะการออกเสียงกันครับ  สังเกตว่าพยัญชนะไทยแต่ละตัวจะอยู่หน่วยเสียงใด

กำหนดให้   /  /   หมายถึง  หน่วยเสียง

ที่

เสียง

ได้แก่พยัญชนะไทย ตัว

/ ก  /

/ ค  /

ข  ฃ  ค  ฅ  ฆ

/ ง  /

/ จ  /

/ ช  /

ฉ  ช  ฌ

/ ซ  /

ซ  ศ  ษ  ส

/ ย  /

ญ  ย

/ ด  /

ฎ  ด

/ ต  /

ฏ ต

๑๐

/ ท  /

ฐ  ฑ  ฒ  ถ  ท  ธ

๑๑

/ น  /

ณ  น

๑๒

/ บ  /

๑๓

/ ป  /

๑๔

/ พ  /

ผ  พ  ภ

๑๕

/ ฟ  /

ฝ  ฟ

๑๖

/ ม  /

๑๗

/ ร  /

๑๘

/ ล  /

ล  ฬ

๑๙

/ ว  /

๒๐

/ ฮ  /

ห  ฮ

๒๑

/ อ  /

Consonants in Thai

ทบทวนท้ายบทเรียน ครับ

พยัญชนะไทยมีกี่เสียง

พยัญชนะไทยมี ๒๑ เสียง ค่ะ

จำแนกพยัญชนะไทยออกเป็นหน่วยเสียงต่าง ๆ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.