จำปาเมืองลาว

ກຸຫຼາບປາກຊັນ กุหลาบปากซัน KulabPakXan

หนูมิเตอร์ – ข้างหลังภาพ

วอนฟ้าห่มดาว วอนสาวห่มใจ

สัญญาก่อนนอน หนู มิเตอร์

ฝากเพลงหอมแก้ม

ภรรยาทั้ง ๔

                                                                       2547-11-22-06                                                                                   ภรรยาทั้ง ๔

      ในสมัยพุทธกาล พ่อค้ามหาเศรษฐีคนหนึ่งมีภรรยาสี่คน เขาหลงรักภรรยาคนที่สี่มากที่สุด จึงมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เธอ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแพรพรรณอันงดงาม หรืออาหารโอชะ

      ขณะเดียวกัน เขาก็รักภรรยาคนที่สาม ภาคภูมิใจในตัวเธอมาก และมักจะนำเธอไปอวดแก่เพื่อนฝูงอยู่เนือง ๆ แต่พ่อค้าก็อดกลัวไม่ได้ว่าวันหนึ่งข้างหน้าสาวเจ้าอาจจะหนีตามชายอื่นไป

        เขามีความรักให้ภรรยาคนที่สองด้วยเช่นกัน เธอผู้นี้เป็นคนเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีน้ำอดน้ำทน และเป็นภรรยาที่พ่อค้าสามารถไว้วางใจได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรค ปัญหาใดก็ตาม พ่อค้าก็จะหันหน้าไปปรึกษาภรรยาผู้นี้ ซึ่งเธอก็ช่วยเหลือเขาด้วยดีมาโดยตลอด

       ฝ่ายภรรยาคนแรกนั้นเป็นคู่ชีวิตที่มั่นคงต่อสามี ทั้งยังได้อุทิศตัวสอดส่องดูแลธุรกิจ ตลอดจนเรื่องภายในครอบครัวได้เป็นอย่างดี แต่อนิจจา พ่อค้ากลับไม่ได้รักตอบ รวมทั้งไม่ค่อยจะใยดีเธอสักเท่าไร

      วันหนึ่ง เมื่อพ่อค้าล้มป่วยลง รู้ว่าตนเองจะต้องจบชีวิต ลงในไม่ช้า เขาก็นึกถึง ชีวิตอันแสนสุขที่ได้ผ่านมาและอดรำพึงรำพันกับตัวเองไม่ได้ว่า…“เราเองมีภรรยาถึงสี่คนที่รักเรา และเราก็หลงใหลพวกหล่อนมาก แต่เมื่อถึงคราว ที่จะต้องตายลง เราก็ต้องโดดเดี่ยวเอกา”

คิดได้ดังนั้น เขาจึงตามภรรยาคนที่สี่มา เพื่อสอบถามว่า

“ข้ารักเจ้ามากที่สุด และที่ผ่านมาข้าก็ได้มอบผ้าผ่อนแพรพรรณอันงดงามให้แก่เจ้า ดูแลเจ้าเป็นอย่างดี แต่ตอนนี้ข้ากำลังจะตาย เจ้าคิดจะตายตามข้าหรือเปล่า”

“ไม่มีทาง” หล่อนตอบ แล้วก็จากไปโดยไม่กล่าวอะไรอีก อนิจจา คำตอบนั้น ช่างเปรียบเหมือนคมมีดกรีดเฉือนหัวใจพ่อค้าเลยทีเดียว

แล้วพ่อค้าเจ้าทุกข์ ก็ถามคำเดียวกันนี้กับภรรยาคนที่สาม คำตอบนี้คือ “ไม่!”

ถึงตอนนี้พ่อค้ากลับรู้สึกเหน็บหนาวร้าวลึกในหัวอก เขาพูดกับ ภรรยาคนที่สองว่า

“ข้ามักจะหันหน้าไปหาเจ้าเสมอ เมื่อมีเรื่องทุกข์ร้อน และเจ้าก็สามารถช่วยข้าได้ทุกครา ถึงตอนนี้ข้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าอีกครั้ง เมื่อข้าตายลงเจ้าจะยอมตายตามข้าหรือไม่” “ขอโทษที่ครั้งนี้ข้าไม่อาจช่วยท่านได้ อย่างมากที่สุดข้าก็จะอยู่จัดการเรื่องฌาปนกิจให้ท่านเท่านั้น” คำตอบนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดทำให้พ่อค้าถึงกับตะลึงงัน

“ข้าจะอยู่กับท่านเสมอ จะติดตามท่านไปไม่ว่าจะเป็นที่ใด” นี่เป็นคำตอบของภรรยาคนที่หนึ่ง ผู้ที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเขา บัดนี้หล่อนดูซูบลงมาก เนื่องมาจากไม่ค่อยได้รับอาหารที่มีคุณค่า พ่อค้าตอบไปด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้งว่า “ข้าควรจะดูแลเจ้าให้ดีกว่านี้”

ฉะนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า

    “ภรรยาคนที่สี่เปรียบเสมือนร่างกายของเรา ไม่ว่าเราจะพยายามดูแลให้ดีสักเท่าไรก็ตาม มันก็ไม่จีรัง”

      “ขณะที่ภรรยาคนที่สามเปรียบได้ดั่งอาชีพการงาน สถานะทางสังคม และความร่ำรวย เมื่อเราตาย ทรัพย์สินก็ย่อมจะตกไปอยู่กับคนอื่น คิดหรือว่าคนอื่น ๆ เขาจะไม่มาเอาฐานะตำแหน่งของเราไป”

      “ภรรยาคนที่สอง ก็คือครอบครัวและเพื่อน ๆ ของเรา แม้เราจะได้อยู่ด้วยกันยามมีชีวิต แต่ถึงที่สุดแล้วเขาจะอยู่กับเราได้อย่างมากที่สุดก็ในงานฌาปนกิจ”

    “ส่วนภรรยาคนแรก นั้นก็คือจิตวิญญาณของเราที่มักจะถูกละเลยลืมเลือน เพราะเรามัวแต่ให้ความสนใจกับวัตถุและความทุกข์ทางกามารมณ์ ขณะที่จิตวิญญาณนั้นเป็นสิ่งเดียวที่จะติดตามเราไปทุกที่”

              คนเรามักบำรุงบำเรอแต่ของนอกกาย บำรุงเพื่อรักษารูปร่างหน้าตา บำรุงเพื่อรักษาฐานะการเงิน บำรุงเพื่อญาติสนิทมิตรสหาย ต่างก็บำรุงในสิ่งที่จะต้องลาจากเราไป ลืมบำรุงจิตใจของตนเองซึ่งสุดท้ายก็จะเหลือแต่ตนเองนี่แหละ

ขอขอบคุณที่มา : นิทานธรรมะ/dek-d.com/by สาระแห่งสุขภาพ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.