Archive for มกราคม, 2013

เพลงยังจำไว้-อิทธิ พลางกูร

Advertisements

การอ่านเรียงพยางค์

                                                                   การอ่านเรียงพยางค์              
      คำภาษาบาลีสันสกฤต   พยัญชนะที่มิได้มีสะหรือเครื่องหมายกำกับ   เพื่อแสดงว่าเป็นตัวสะกดหรือควบกล้ำ  จะอ่านออกเสียง  /อะ/  ทุกพยางค์   และเป็นคำที่เรานำมาใช้เป็นอันมาก   ออกเสียงอ่านเรียงพยางค์ตามแบบการอ่านในภาษาเดิม เช่น         
กทลี                   อ่านว่า     /กะ – ทะ – ลี/
ครุ                           ”        /คะ – รุ /
ริยา                         ”        /จะ- ริ-ยา /
ปรโลก                   ”        /ปะ-ระ-โลก/
สมาธิ                     ”       /สะ-มา-ทิ/
กรณี                      ”       /กอ –ระ – นี/
สมถะ                   ”        /สะ – มะ – ถะ/  

หมายเหตุ
       คำที่มีอุปสรรค  “ปร”  จะอ่านเป็น /ปะ-ระ/  ทุกตัว  เช่น ปราชิก    ปรามาส   ปรปักษ์  คำบางคำ
เป็นการประสมระหว่างอักขรวิธีของภาษาเดิมกับอักขรวิธีของภาษาไทยเป็นดังนี้

 ๑. อ่านต้นพยางค์แบบเดิม  ท้ายพยางค์แบบไทย   เช่น
ทวาร                     อ่านว่า      /ทะ-วาน/
สกล                           ”         /สะ-กน/ 
อมร                            ”        /อะ-มอน/
นคร                           ”        /นะ-คอน/
๒.  อ่านต้นพยางค์แบบไทย   ท้ายพยางค์แบบเดิม เช่น  
ทรชน                     อ่านว่า      /ทอ- ระ-ชน/
บดินทร์                      ”         /บอ-ดิน/
บริจาค                       ”         / บอ-ริ-จาก/
บดี                           ”          /บอ-ดี/               
๓. คำบางคำนำมาอ่านตามแบบอักษรนำของไทย  เช่น
ปริศนา                     อ่านว่า      /ปริด- สะ-หนา/
สรุป                             ”           /สะ-หรุป/
สวามี                            ”         / สะ-หวา-มี/
โศลก                            ”          /สะ-โหลก/

ขอขอบคุณที่มา  http://12ailada.exteen.com

การอ่านคำสมาส

                                                                การอ่านคำสมาส     

      คำสมาส เป็นการเชื่อมคำสองตามวิธีการสร้างคำของภาษาบาลีและสันสกฤตเวลาอ่านคำสมาสต้องอ่านออกเสียงสระเนื่องกันระหว่างคำ เช่น
 กิจวัตร                    อ่านว่า  /กิด – จะ –วัด/
 เกตุมาลา                อ่านว่า  /เกด –ตุ –มา – ลา/
กุศลกรรม              อ่านว่า  /กุ – สน – ละ – กำ/
อักษรศาสตร์         อ่านว่า  /อัก – สอน– ระ – สาด/
สัตวแพทย์             อ่านว่า    /สัด –ตะ – วะ – แพด/
ถ้าท้ายพยางค์คำหน้าเป็นตัวควบกล้ำ เช่น ตร จะต้องออกเสียงกล้ำ /ตร/ ด้วย เช่น
เกษตรกร               อ่านว่า  /กะ –เสด – ตระ – กอน/

เกษตรกรรม         อ่านว่า    /กะ­-เสด–ตระ-กำ/
บุตรภรรยา            อ่านว่า    /บุด-ตระ-พัน-ยา/
บุตรทาน                อ่านว่า  /บุด/ตระ-ทาน/
คำที่ไม่ใช่สมาสบางคำในภาษาไทย  นิยมอ่านแบบคำอย่างสมาส  เพื่อความไพเราะและความสะดวกในการออกเสียง  เช่น
กรมการ                 อ่านว่า    /กรม-มะ-กาน

ตุ๊กตา                      อ่านว่า   /ต๊ก-กะ-ตา/
ผลไม้                     อ่านว่า    /ผน-ละ-ไม้/        
คำบางคำเป็นคำสมาส  แต่ไม่อ่านเนื่องคำตามแบบสมาส  อ่านตามความนิยม เช่น
รสนิยม                อ่านว่า  /รด-นิ-ยม/            
อธิษฐาน              อ่านว่า    /อะ-ทิด-ถาน/
สมัยนิยม               อ่านว่า   /สะ-หมัย-นิ-ยม/

ขอขอบคุณที่มา  http://12ailada.exteen.com

ยาและอาหาร (เสริม) สองสิ่งนี้ เมื่อจับคู่กันแล้วอันตรายค่ะ

536326_428461567203658_2075210462_n                   

                           ยาและอาหาร (เสริม) สองสิ่งนี้ เมื่อจับคู่กันแล้วอันตรายค่ะ

♥ แคลเซียมเสริมกับแคลเซียมสด ถ้าท่านกินงาดำได้วันละ 4 ช้อนโต๊ะหรือเต้าหู้ขาวแข็งวันละ 3 ขีดก็จะได้แคลเซียมราว 1,000 มิลลิกรัมอยู่แล้ว ซึ่งถ้าไปหาแคลเซียมเม็ดมากินเติมอีกจะทำให้แคลเซียมเกินและไปจับกับหลอด เลือดทำให้ตีบแข็งได้

♥ น้ำมันปลากับแอสไพริน คู่ร้ายอันดับแรกโดยน้ำมันปลานี้มีฤทธิ์ช่วยให้เลือดใสไม่หนืดเหนียว ส่วนแอสไพรินก็มีฤทธิ์เดียวกันคือช่วยให้ไม่เกิดลิ่มเลือดจับแข็งเป็นก้อน ตัน เมื่อกินคู่กันเลยกลายเป็นคู่สังหารพาลให้เลือดไหลพรวดพราดไม่หยุด แม้การกรอฟันเพียงนิดก็อาจทำให้เลือดออกได้ราวกับผ่าตัดใหญ่แล้ว

♥ วิตามินอีและอีฟนิ่งพริมโรส มีคนไข้ที่อยากผิวสวยมาหาพร้อมบอกว่ามีคนแนะให้กินวิตามินอีแต่บ้างก็ให้ เลือกเป็นอีฟนิ่งพริมโรสแทนจะเลือกอย่างไรดี จึงได้บอกไปให้เลือกอย่างหนึ่งก็พอเพราะล้วนแต่มีวิตามินอีทั้งนั้นซึ่งถ้า ได้มากไปอาจทำให้เกิดหัวใจพิบัติแทน

♥ ธาตุเหล็กกับเลือดจางธาลัสซีเมีย เป็นไม้เบื่อไม้เมากันทีเดียว ขอให้ลืมความเชื่อที่ว่าถ้าเลือดจางต้องกินธาตุเหล็ก ไม่เสมอไป หากท่านเป็นเลือดจางชนิดธาลัสซีเมียแล้วไปกินธาตุเหล็กเสริมจะเท่ากับเติมยา พิษให้กับหัวใจและตับตัวเอง

♥ กาแฟกับแคลเซียม ขอให้เลี่ยงกินแคลเซียมร่วมกับกาแฟเพราะกาแฟจะไปยับยั้งการดูดซึมแคลเซียม นอกจากนั้นยังไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูกอีกด้วย(ในที่นี้หมายถึงแคลเซียมเม็ดซึ่งไม่ควรทานกับกาแฟค่ะ)

ขอขอบคุณที่มา  หมอปรียาภา แฟนเพจ

ขึ้นเงินเดือน’บุคลากร-ครู’ร.ร.ปริยัติฯ มีผลย้อนหลัง-ป.ตรีปรับหมื่นห้า

      ขึ้นเงินเดือน’บุคลากร-ครู’ร.ร.ปริยัติฯ มีผลย้อนหลัง-ป.ตรีปรับหมื่นห้า

  นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติในหลักการเมื่อเร็วๆ นี้ ให้ปรับเพิ่มเงินเดือนครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ให้ได้รับเงินเดือน เดือนละ 15,000 บาทนั้น

       สำนักพุทธฯ ได้ดำเนินการขอปรับการอุดหนุนเงินเดือนครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา 2 ส่วน ได้แก่ 1.อุดหนุนปรับเงินเดือนครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จำนวน 2,843 รูป/คน จากเดิม 10,024 บาท เป็น 11,680 บาท เท่าอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราชการวุฒิปริญญาตรี 2.อุดหนุนเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ที่เป็นคฤหัสถ์และมีวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี มีเงินเดือนไม่ถึงเดือนละ 15,000 บาท จำนวน 1,346 คน ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนอีกจนถึง 15,000 บาท

นายนพรัตน์กล่าวต่อว่า การขึ้นเงินเดือนและปรับเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท จะมีผลย้อนหลังตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2555 รวม 9 เดือน โดยใช้งบกลาง ปี 2555 จำนวน 79,684,500 บาท ส่วนในปี 2556 สำนักพุทธฯ กำลังดำเนินการจัดทำรายละเอียดการปรับเพิ่มเงินเดือนครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ให้ได้รับเงินเดือน เดือนละ 15,000 บาท ให้อยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อเสนอต่อสำนักงบประมาณต่อไป อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มเงินเดือนครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตผู้จบปริญญาตรีให้ได้รับเงินเดือน 15,000 บาท ที่สำคัญจะทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจสังคม และเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่การบริหารและการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพต่อไป

ขอขอบคุณที่มา  http://www.khaosod.co.th

รับประทานอาหารเช้าควบเที่ยง เสี่ยงโรคอ้วน

DSCF8976       

      เรามักได้ยินข้อคิดเตือนใจต่าง ๆ ที่กระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการกินอาหารเช้า เช่น “อาหารเช้าเปรียบเสมือนขุมพลังประจำวันที่ไม่ควรมองข้าม” หรือ “จงกินอาหารเช้าให้เต็มอิ่มและเต็มที่ ประหนึ่งว่าคุณเป็นพระราชา” ซึ่งสำหรับผู้ที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำคงเข้าใจถึงคุณประโยชน์เป็นอย่างดี แต่สำหรับคนที่ไม่ได้กินอาหารเช้า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม คุณได้พลาดช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายจะได้ชาร์จแบตอย่างเต็มที่ เพื่อรับความกระปรี้กระเปร่าตลอดทั้งวันไปเสียแล้วล่ะ

สาเหตุหลักของการละเลยอาหารเช้า มักมาจากการที่เราเลือกที่จะไม่กินมาโดยตลอดจนติดเป็นนิสัย และบางทีการรับประทานอาหารเย็นมื้อใหญ่ หรือกินของจุบจิบตลอดเวลาจนกระทั่งเข้านอน ก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณรู้สึกไม่อยากกินอาหารเช้าก็เป็นได้

        แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการงดรับประทานอาหารเช้าโดยจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ผลที่ตามมาคือ ร่างกายจะขาดความสามารถในการควบคุมน้ำหนัก นั่นหมายความว่า คนที่ไม่กินอาหารเช้าเป็นประจำมีแนวโน้มที่จะกินอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง และมักจะมีพฤติกรรมเลือกที่จะบริโภคอาหารที่มีไขมัน แคลอรี่ และน้ำตาลสูงกว่าคนที่รับประทานอาหารเช้า แถมยังเลือกที่จะกินผักและผลไม้น้อยลงกว่าปกติ ซึ่งพฤติกรรมทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วน และโรคอื่น ๆ ที่ติดตามมากับความอ้วน หากต้องการแก้ไขก่อนจะสายเกินแก้ ลองหันมาปฏิวัติปรับพฤติกรรมนั้นด้วย 6 เคล็ด (ไม่) ลับ เพื่อเติมพลังให้ร่างกายด้วยอาหารมื้อเช้า ดังนี้…

 เริ่มต้นมื้อเช้าด้วยอาหารเบา ๆ ปริมาณน้อย ๆ

      ฝึกรับประทานอาหารมื้อเช้าด้วยเมนูอาหารที่ย่อยง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร และไม่ควรบริโภคในปริมาณที่มากเกินไปสำหรับการเริ่มต้น เช่น ลองรับประทานเครื่องดื่มโปรตีนเชคกับผลไม้ หรือไข่ต้มสักลูก ตบท้ายด้วยผลไม้สัก 2 – 3 ชิ้น แค่นี้ก็เป็นการเริ่มต้นในการรับประทานอาหารเช้าที่ดีและมีคุณค่าแล้ว

“โปรตีน” สารอาหารสำคัญสำหรับมื้อแรก

        จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างพบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารเช้าโดยบริโภคโปรตีนในปริมาณสูง มีแนวโน้มที่จะลดแคลอรี่จากการบริโภคอาหารมื้อเย็นได้ต่ำกว่าผู้ที่รับประทานอาหารมื้อเช้าแบบปกติถึง 200 กิโลแคลอรี่ เนื่องจาก “โปรตีน” เป็นสารอาหารที่สำคัญสำหรับมื้อเช้า เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้นานแล้ว ยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายและจิตใจตื่นตัวไปตลอดทั้งวันอีกด้วย

เปลี่ยน “อาหารมื้อหนัก” เป็น “ของว่าง” ที่กินได้เรื่อย ๆ

        สำหรับการฝึกรับประทานอาหารเช้าให้เป็นนิสัยนั้น ไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารทั้งมื้อให้หมดภายในครั้งเดียว แต่สามารถใช้เวลาไปกับอาหารมื้อนั้น ๆ ด้วยการละเลียดอาหารแต่ละอย่าง หรือเว้นช่วงการรับประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างอาหารคาว – อาหารหวาน เว้นวรรคพักก่อน ไม่จำเป็นต้องกินต่อเนื่องทันทีหรอก

ตื่นนอนเร็วขึ้นกว่าปกติ 15 นาที

      เพียง 15 นาทีที่เพิ่มขึ้นจากการที่คุณตื่นก่อนเวลาปกติอย่างที่เคย นอกจากจะได้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันในยามเช้าแบบไม่ต้องเร่งรีบแล้ว ยังเป็นการช่วยปลุกกระตุ้นระบบต่าง ๆ ภายในในร่างกาย ให้ค่อย ๆ ตื่นตัวจากการนอนหลับและพร้อมที่จะผจญภัยกับภารกิจหนักต่าง ๆ ในช่วงวันอีกด้วย

เมนูอะไรก็เป็นอาหารเช้าได้

      ไม่เคยมีกฎเกณฑ์ตายตัวหรือข้อบังคับว่า เมนูอาหารชนิดใดควรหรือไม่ควรเป็นอาหารมื้อเช้า เพราะที่ถูกต้องควรเน้นที่คุณค่าของสารอาหารเป็นหลัก ดังนั้นไม่ว่าอาหารมื้อเช้าจะเป็นอาหารที่เหลือจากมื้อเย็นของเมื่อวาน หรืออาหารปรุงสำเร็จในช่องแข็ง ทุกเมนูอาหารสามารถเป็นอาหารมื้อเช้าได้เสมอ

แน่ใจหรือว่า “แค่” กาแฟ กับมัฟฟิน

     ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่า แค่ดื่มกาแฟคู่กับมัฟฟิน หรือเบเกอรี่อื่น ๆ สักชิ้นสองชิ้นก็อิ่มท้อง เทียบเท่ากับอาหารมื้อเช้าที่มีคุณค่าได้แล้ว แต่ในความเป็นจริง แค่กาแฟกับมัฟฟินกลับให้พลังงานที่สูงกว่า 700 กิโลแคลอรี่ รวมทั้งมีไขมันไม่ดีที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของคุณถึง 6 ช้อนชา!!!

      การเริ่มต้นกินอาหารเช้าแบบไม่ฝืนความรู้สึก เพื่อการมีสุขภาพที่ดีในอนาคตทำได้ไม่ยาก เริ่มต้นลองปรับพฤติกรรมการกินโดยหันมาให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารมื้อเช้าซึ่งมีความสำคัญ เพราะถือว่าเป็นอาหารมื้อแรกของวัน เริ่มเลยตั้งแต่พรุ่งนี้แล้วจะพบการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นของตัวเราเอง

 

ขอบคุณที่มาจาก นิตยสาร Slim up

เด็กฮาร์ดคอร์ ท่องก ไก่